นับตั้งแต่ อัล กอร์
รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศนโยบายทางด่วนข้อมูล หรือทางด่วนสารสนเทศ (Information Superhighway) ขึ้นมา ดูเหมือนว่าจะเป็นการจุดประกายให้โลกได้รู้จักและตื่นตัวกับ "เคเบิลใยแก้วนำแสง
- Fiber Optic Cable" ตามมาด้วย
การเข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันของทางด่วนข้อมูลนี้ได้ทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์สะดวกสบายยิ่งขึ้น
บางคนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปทำงานในสำนักงาน แต่ก็สามารถเรียกประชุมกับลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาได้
หรือบางคนอาจจะนั่งอยู่ที่บ้านแต่ก็สามารถจับจ่ายใช้สอยสินค้าได้ เป็นต้น
และไม่เพียงแต่การดำเนินชีวิตประจำวันทั้งในเรื่องส่วนตัวและธุรกิจการงานเท่านั้น
ทางด่วนข้อมูลยังเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในด้านการศึกษาของมนุษยชาติอีกด้วย
ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า
ทางด่วนข้อมูลนี้แหละที่เป็นผู้ให้กำเนิดการเรียนการสอนที่เรารู้จักกันในชื่อว่า
"Tele
Education"
ในปัจจุบัน
ไม่เฉพาะแต่สหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่ให้ความสำคัญต่อระบบการเรียนการสอนผ่านทางด่วนข้อมูล
หรือเคเบิลใยแก้วนำแสง แม้แต่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกก็ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวด้วย รวมถึงประเทศไทย
ประเทศไทย
เพิ่งรู้จักชื่อทางด่วนข้อมูลได้ประมาณ 4-5 ปีมานี้เอง
หลังคำว่า "โลกไร้พรมแดน หรือ โลกาภิวัตน์ - Globalization" ไม่นานนัก แต่คำสองคำนี้ดูจะสอดคล้องต้องกัน เพราะเมื่อมีทางด่วนข้อมูลเมื่อใด
เมื่อนั้นพรมแดนแทบจะสิ้นความหมายไปในทันที
ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยของไทยหลายแห่งที่นำระบบทางด่วนข้อมูลมาใช้ในการเรียนการสอนกันบ้างแล้ว
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เป็นสถาบันการศึกษาอีกแห่งหนึ่งที่นำความไฮเทคของเทคโนโลยีสื่อสารมาใช้สำหรับการเรียนของนิสิตและการสอนของอาจารย์
ที่เรียกได้ว่าได้รับการพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างมาก ซึ่งเกิดจากการตัดสินใจที่รวดเร็ว
ตั้งแต่ 6-7
ปีแล้ว นับว่าทีมบริหารของมหาวิทยาลัยมองการณ์ไกลทีเดียว
เพราะถ้าตัดสินใจช่วงนี้ก็คงต้องชลอให้พันยุค IMF ก่อน
ทั้งนี้
ภายใต้การร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีกับบริษัทเทเลคอมเอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด
(มหาชน) ผู้บริหารโครงการโทรศัพท์ 2.6 ล้านเลขหมาย ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนโครงข่ายทางด่วนข้อมูลข่าวสารให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

รศ. ยืน ภู่วรวรรณ
ผู้อำนวยการสำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมมือกับบริษัทเทเลคอมเอเซียฯ
วางโครงข่ายทางด่วนข้อมูลข่าวสารไปยังวิทยาเขตต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยด้วยไมโครเวฟ
ในปัจจุบันขยายเครือข่ายด้วยเทคโนโลยี ATM (Asychronous Transfer Mode) เป็นโครงข่ายหลัก (backbone) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเครือข่ายแบบสื่อหลายแบบ
(Multimedia) จนก่อให้เกิดโครงการเครือข่ายการเรียนรู้ (KULN
- Kasetsart University Learning Network)
โครงการเครือข่ายการเรียนรู้
ประกอบด้วย
โครงการเครือข่ายการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นบนทางด่วนข้อมูลให้ประโยชน์กับกลุ่มบุคคลหลายกลุ่ม เช่น
เผยแพร่ความรู้ไปในต่างประเทศ
เนื่องจาก KULN
บนเครือข่ายนนทรีเน็ต จะเชื่อมโยงเข้าสู่เครือข่ายโลก
ทำให้การติดต่อสื่อสารกับทั่วโลกได้
รศ. ยืน กล่าวอีกว่า
สิ่งที่ได้ประโยชน์มาจากทางด่วนข้อมูลคือ อินเทอร์เน็ต
เพราะผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่วิทยาเขตกำแพงแสนจะเรียกใช้ข้อมูลได้ง่าย สะดวก
รวดเร็วมากเหมือนอยู่ในกรุงเทพฯ เพราะทางด่วนข้อมูลที่ทำไว้มีแถบความถี่ (bandwidth) กว้างมาก
เครือข่ายทางด่วนข้อมูลข่าวสารใช้เคเบิลใยแก้วนำแสง
ทำให้สภาพการใช้งานคงทน แม้ฝนตก ฟ้าร้อง การใช้ยังมีประสิทธิภาพเช่นเดิม
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
มีแผนที่จะนำข้อมูลจากตำรา ความรู้ต่าง ๆ ด้านการเกษตรกว่า 300 เล่ม
จัดเก็บไว้ในเว็บไซต์มหาวิทยาลัย หรือที่เรียกว่าเป็น "สถานีเว็บ"
เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองของประชาชน เช่น
ความรู้เกี่ยวกับการเกษตรเพื่ออาชีพ การปลูกผัก การปลูกผลไม้ ปัญหาการใช้ปุ๋ย ฯลฯ
ซึ่งอาจจะพูดรวม ๆ ได้ว่าเป็น "ห้องสมุดความรู้การเกษตร" หรือ "Digital
Library" ห้องสมุดดิจิตอลยังสามารถเก็บบทบรรยายของมหาวิทยาลัยใส่เข้าไปในรูปแบบ
real audio เพื่อฟังเสียงได้ด้วย
นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับโครงการกาญจนาภิเษก และโครงการเครือข่ายโรงเรียนจัดทำโครงการ
"ห้องสมุดความรู้" โดยมีหัวข้อต่าง
ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน
รศ. ยืน มองอนาคตของการศึกษาไทยในอีก 5-10 ปีข้างหน้าว่า พื้นฐานการศึกษาที่เคยพูดว่า
คนไทยต้องอ่านออกเขียนได้นั้น ควรเปลี่ยนเป็นว่าต้องสร้างให้เขาแสวงหาและเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
เช่นทำอย่างไรให้ชาวบ้านมีความรู้ในการเพิ่มผลผลิตในการเกษตร
เรียนรู้และพัฒนาด้วยตนเอง หรือรู้จักการรักษาโรคภัยไข้เจ็บขั้นพื้นฐาน
ใช้ยาถูกต้อง ฯลฯ
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการกระจายความรู้ให้ทั่วถึงอย่างมีประสิทธิภาพ
คนเก่ง ๆ สามารถเรียนรู้ได้จากการอ่านหนังสือ
แต่เดี๋ยวนี้อยู่ที่ว่าจะใช้เทคโนโลยีอะไรเพื่อช่วยกระจายความรู้ให้กว้างไกลโดยเสียต้นทุนต่ำ
การเรียนรู้เหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องเรียนจากโรงเรียนอย่างเดียว
แต่สามารถพัฒนาตนเองได้ตลอดเวลา
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้
จะเกิดขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยีทางด่วนสารสนเทศ ซึ่งเป็นทางด่วนข้อมูล จะนำพาสิ่งต่าง
ๆ ไปสู่ยังชนบทห่างไกล เพื่อให้คนเหล่านั้นได้มีโอกาสเรียนรู้และศึกษาข้อมูล
ตำรับตำราได้เฉกเช่นเดียวกับคนในเมืองทั้งหลาย
แหล่งข้อมูล: ศูนย์ข้อมูล ฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัทเทเลคอมเอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
Last update : 04/03/1999
Last update : 04/03/1999
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น